Idioms and Expressions in English

By Asst. Prof. Dr. Pornpimon Phongsuwan

ผศ. ดร. พรพิมล พงศ์สุวรรณ


HOME A B C D E F G H I J K L M N O P Q R S T U V W Y



การวิจัยในชั้นเรียน
(Classroom Action Research)

โดย ผศ.ดร.พรพิมล  พงศ์สุวรรณ
                                                                                   
            ปัจจุบันการวิจัยในชั้นเรียนกำลังเป็นที่กล่าวถึงกันมากในบรรดาครูและผู้ที่อยู่ในวงการ การศึกษาอันเป็นผลจากมีความเคลื่อนไหวของกระแสการปฏิรูปการศึกษา การปฏิรูปการเรียนรู้       โดยเฉพาะการปฏิรูปการเรียนการสอนของครู  ดังจะเห็นได้จากเนื้อหาสาระของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ  พ.ศ.2542  หมวด 4 ว่าด้วยแนวทางการจัดการศึกษามาตรา  30 ที่กำหนดให้สถานศึกษามีหน้าที่สนับสนุนและส่งเสริมให้ครูทำการวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้  ทำให้เห็นว่า    การปฏิรูปการเรียนการสอนมีความสำคัญมาก  ที่ครูต้องให้ความสนใจที่จะพัฒนากระบวนการเรียนการสอนของตนเอง   ต้องเปลี่ยนแปลงเทคนิคการจัดการเรียนการสอนให้ทันสมัยทันต่อการเปลี่ยนแปลงด้านการปฏิรูปการศึกษาดังกล่าว  ดังนั้นในฐานะเราเป็นครูจะอยู่นิ่งเฉยต่อไปไม่ได้   ต้องพัฒนาตนเองทั้งด้านความรู้  ทักษะ  เทคนิคการสอน  การพัฒนาด้านความคิดวิเคราะห์  แต่การที่จะสอนเด็กให้รู้จักคิดวิเคราะห์อย่างมีวิจารณญาณเป็นนั้น   ครูเองก็ต้องคิดอย่างวิเคราะห์เป็นด้วย   การทำวิจัยในชั้นเรียนเป็นวิธีหนึ่งที่จะช่วยครูให้ได้ฝึกคิด  ฝึกสงสัย  ฝึกสังเกต  ฝึกตั้งคำถาม    ฝึกการทำงานอย่างเป็นระบบเพื่อหาวิธีแก้ปัญหาด้านการเรียนการสอนในห้องเรียนและเป็นการพัฒนาวิชาชีพของตนเองด้วย

การวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียนคืออะไร
คำว่า  "การวิจัยในชั้นเรียน"    ภาษาอังกฤษอาจจะใช้คำว่า    "Action Research"   หรือ "Classroom Action Research"  ก็ได้  มีผู้ให้ความหมายของการวิจัยในชั้นเรียน   เช่น
"การวิจัยในชั้นเรียน   เป็นการวิจัยที่ทำโดยครูผู้สอนในห้องเรียน  เพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในห้องเรียนและนำผลมาใช้ในการปรับปรุงการเรียนการสอนเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับผู้เรียน"  (สุวิมล  ว่องวานิช. 2544: 11)
"การวิจัยในชั้นเรียนเป็นการวิจัยที่ทำโดยครู ของครู  เพื่อครูและสำหรับครู เป็นการวิจัยที่ครูผู้ซึ่งต้องดึงปัญหาในการเรียนการนสอนออกมา  และครูผู้ซึ่งต้องแสวงหาข้อมูลเพื่อมาแก้ปัญหาดังกล่าวด้วยกระบวนการที่เชื่อถือได้  ผลวิจัยคือคำตอบที่ครูจะเป็นผู้นำไปใช้แก้ปัญหาของตน"  (อุทุมพร  จามรมาน. ม.ป.ป.: 16)
"การวิจัยในชั้นเรียนเป็นกระบวนการที่ครูทำงานร่วมกันในการสำรวจการทำงานของตน  วิเคราะห์ทฤษฎีที่ตนเองใช้ แลกเปลี่ยนค่านิยมในการสอน ทดลองกลยุทธ์ใหม่ ๆ ด้านการศึกษา  และเขียนรายงานการวิจัยของตนให้ครูคนอื่น ๆ อ่านเข้าใจได้ และพัฒนาทฤษฎีว่าด้วยการสอนร่วมกัน"  (Madison Metropolitan School District: 2002: 1)

การวิจัยปฏิบัติการ  เป็นกระบวนการที่ผู้เข้าร่วมกิจกรรมต้องตรวจสอบการทำงานด้านการเรียนการสอนของตนเองอย่างมีระบบและรอบคอบ  โดยใช้เทคนิคทางการวิจัย โดยมีข้อสันนิษฐานต่อไปนี้เป็นพื้นฐาน

  • ครูจะแก้ปัญหาได้ดี  ถ้าได้ศึกษาและกำหนดปัญหาด้วยตนเอง
  • ครูจะทำงานมีประสิทธิผลมากขึ้น  ถ้าได้รับการส่งเสริมให้ตรวจสอบและประเมินผลการทำงานของตนเอง  แล้วหาวิธีการทำงานด้วยวิธีต่าง ๆ เพื่อทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • ครูให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกันโดยการทำงานร่วมกัน
  • การทำงานกับเพื่อนร่วมงานจะช่วยให้ครูได้พัฒนาอาชีพของตนเอง

ดังนั้น การวิจัยในชั้นเรียนจึงเป็นการวิจัยของครู ที่มีการวิเคราะห์ปัญหาด้านการเรียนการสอนในห้องเรียนอย่างเป็นระบบและนำผลการวิจัยไปใช้ในการแก้ปัญหาเพื่อพัฒนาการเรียนการสอนให้ดีขึ้น 

ขั้นตอนในการทำวิจัยในชั้นเรียน
ในการทำวิจัยในชั้นเรียนนั้น ประกอบด้วยกิจกรรม  5  ขั้นตอน (Five Phases of Action Research) ดังต่อไปนี้

ขั้นที่  1  การระบุปัญหา  (Problem Identification)
            ในขั้นนี้เป็นการระบุปัญหาในการวิจัย โดยพิจารณาว่าทำไมจึงต้องการทำวิจัยเรื่องนั้น สภาพปัญหาเป็นอย่างไร  เป็นปัญหาสำคัญและปฏิบัติได้หรือไม่   จะคุ้มค่าของเวลาและความพยายาม และเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ต่อตัวครูเอง  ต่อนักเรียนและคนอื่น ๆ หรือไม่ 
            ปัญหาในการวิจัยกล่าวไว้อย่างชัดเจนในรูปของคำถามหรือเปล่า  เป็นปัญหาที่กว้างพอที่จะทำวิจัยและได้ผลการวิจัยออกมาได้และแคบพอที่จะจัดการได้ตามเวลาที่มีอยู่และเป็นส่วนหนึ่งของงานที่ทำประจำวันได้หรือไม่

ขั้นที่  2  วางแผนการปฏิบัติ  (Plan of Action)
            สิ่งที่ควรพิจารณาในการวางแผนการทำวิจัยคือ

  • ครูต้องการที่จะพัฒนากลยุทธ์ (Strategy)  หรือวิธีการ (Approach) ใหม่ ๆ และนำไปใช้แก้ปัญหาหรือไม่  ถ้าต้องการทำเช่นนั้น  กลยุทธ์หรือวิธีการนั้นควรเป็นอะไร
  • ครูต้องการศึกษาการปฏิบัติการด้านการเรียนการสอนที่กระทำอยู่แล้วหรือไม่     ถ้าต้องการเช่นนั้น  การปฏิบัติการด้านการเรียนการสอนดังกล่าวมีอะไรบ้าง
  • มีขั้นตอนในการทำอย่างไรบ้าง  ที่จะทำให้สิ่งที่ต้องการทำนั้นประสบผลสำเร็จ

ขั้นที่  3  การเก็บรวบรวมข้อมูล (Data Collection)
            ในการเก็บรวบรวมข้อมูลควรคำนึงถึงสิ่งต่อไปนี้

  • ชนิดของข้อมูล (Types of Data) ที่จะเก็บรวบรวมเพื่อใช้ในการหาคำตอบต่อคำถามในการวิจัย
  • การมีแง่คิดอันหลากหลาย
  • การมีแหล่งข้อมูลและข้อมูลจากคนอื่น ๆ ที่เป็นประโยชน์ในการกำหนดกรอบของปัญหาการวิจัย ครูต้องตัดสินใจว่าข้อมูลประเภทใดที่ควรจะเก็บและช่วยในการแปลความหมายของผลที่ได้จากการวิจัย

ขั้นที่  4  การวิเคราะห์ข้อมูล  (Analysis of Data)
ในการวิเคราะห์ข้อมูลครูควรพิจารณาสิ่งต่อไปนี้
-  ข้อมูลเหล่านั้นทำให้เราเรียนรู้อะไรได้บ้าง   มีแบบแผน  มีปัญหาที่สามารถเข้าใจอย่างทะลุปรุโปร่ง และมีความเข้าใจใหม่ ๆ ที่ครูค้นพบจากผลการวิจัยหรือไม่
-สิ่งที่ค้นพบเหล่านั้น  มีความหมายและความสำคัญต่อการปฏิบัติการสอนของครูและการเรียนของนักเรียนหรือไม่

ขั้นที่  5  การแผนการปฏิบัติในอนาคต (Plan for Future Action)
หลังจากครูทำการวิจัยในห้องเรียนเสร็จแล้ว  ควรพิจารณาดังนี้

  • ผลที่ได้จากการวิจัย  มีอะไรบ้างที่ครูสามารถนำไปปฏิบัติเพื่อทำให้เกิดการเรียนการสอนที่แตกต่างไปจากเดิม ดีขึ้นกว่าเดิม  แก้ปัญหาในการเรียนการสอนได้
  • มีอะไรที่สามารถแนะนำครูคนอื่น ๆ ได้
  • จะมีวิธีการเขียนรายงานการวิจัยอย่างไร  เพื่อทำให้สิ่งที่ค้นพบจากการวิจัย เป็นประโยชน์ต่อตัวครูเองและต่อครูคนอื่น ๆ

สิ่งที่ครูนักวิจัยปฏิบัติในการทำวิจัยในชั้นเรียน

  • พัฒนาคำถามในการวิจัยจากข้อสงสัยและความใฝ่หาความรู้ของตนเองเกี่ยวกับการเรียน      การสอนในห้องเรียนที่ตัวเองสอน
  • สำรวจสมมติฐาน (Assumptions) ที่สำคัญเกี่ยวกับการเรียนการสอน
  • รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับนักเรียนอย่างเป็นระบบ
  • แลกเปลี่ยนและอภิปรายเกี่ยวกับข้อมูลที่ได้มาและหาวิธีการทำวิจัยร่วมกับครูคนอื่น ๆ
  • วิเคราะห์และแปลความหมายของข้อมูลโดยได้รับการช่วยเหลือสนับสนุนจากเพื่อนร่วมงานคนอื่น ๆ
  • เขียนรายงานการวิจัยที่ได้ทำไปแล้ว
  • แลกเปลี่ยนผลที่ได้จากการวิจัยกับนักเรียน  เพื่อนร่วมงาน และสมาชิกด้านการศึกษาคนอื่น ๆ ในชุมชน
  • อภิปรายกับเพื่อนร่วมงานเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างการปฏิบัติการสอนจริงกับทฤษฎีและการวิจัย

เทคนิคในการเก็บรวบรวมข้อมูล
เทคนิคที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลในการทำวิจัยในชั้นเรียน  มีดังนี้

  • การสัมภาษณ์ (Interviews)   นักเรียน  ผู้ปกครอง  และครู
  • การตรวจสอบรายการ (Checklists)  สิ่งต่าง ๆ เช่น  ทักษะ  พฤติกรรม  ความสามารถ  การเคลื่อนไหว  กระบวนการ  การปฏิสัมพันธ์กัน (Interactions)  แหล่งข้อมูล  เป็นต้น
  • แฟ้มสะสมงาน (Portfolios)  ที่เก็บรวบรวมงานที่ได้จากนักเรียนในการทำกิจกรรมต่างๆ เกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง (Topic)  แฟ้มสำหรับเก็บสิ่งที่เป็นเครื่องแสดงประสบการณ์โดยภาพรวม  แฟ้มสะสมเอกสารต่างๆไว้เพื่อการวิเคราะห์
  • แฟ้มเอกสารงานส่วนตัวนักเรียนเป็นรายบุคคล (Individual Files)  เช่น  เทปบันทึกเสียงหรือภาพ  ตัวอย่างงาน  งานศิลปะ  บันทึกความจำ  รูปภาพของสิ่งจำลองหรือโครงการ  และอาจจะเป็นแฟ้มที่เก็บรวบรวมสิ่งที่เป็นแนวความคิด  ทัศนคติ  และประสบการณ์ของนักเรียน
  • บันทึกประจำวัน (Diaries / Journals)  ที่เขียนบันทึก  วิเคราะห์หรือแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสิ่งต่าง ๆ ที่เขียนโดยครู  นักเรียน  ผู้ปกครอง  กลุ่มนักเรียน 
  • บันทึกการสังเกต (Field Notes / Observation Records)  เป็นสิ่งที่ครูเขียนบันทึกไว้อย่างไม่เป็นทางการ
  • บันทึกรายการที่ได้ทำ (Log)  เช่น  บันทึกการประชุม  บันทึกเกี่ยวกับบทเรียน  การเดินทางเพื่อสำรวจ  ความคาดหวังของโรงเรียน  อุปกรณ์ต่างๆที่ใช้
  • การอภิปรายและปฏิสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียน (Student-teacher Discussion/Interaction)  เป็นการบันทึกการวิพากษ์วิจารณ์และความคิดของนักเรียน
  • แบบสอบถาม (Questionnaires)  เกี่ยวกับทัศนคติ  ความคิดเห็น  สิ่งที่ชอบหรือไม่ชอบ  และข้อมูลต่างๆ
  • เทปบันทึกเสียง (Audiotapes)  ในการประชุม  การอภิปรายในห้องเรียนหรืออภิปรายเกี่ยวกับข้อมูลที่เก็บรวบรวมมา  บันทึกเกี่ยวกับเกม  การทำงานกลุ่ม  การสัมภาษณ์    การทำงานของนักเรียนทั้งชั้น  การพูดเป็นรายคน  การอ่าน  การบรรยาย  การสาธิต
  • เทปบันทึกภาพ (Videotapes)  ที่บันทึกภาพเกี่ยวกับห้องเรียน  ภาพการสอน  ภาพกลุ่มนักเรียน  ภาพการสาธิต  ภาพเหตุการณ์ต่างๆภายในหนึ่งวันในโรงเรียน  ภาพโรงอาหารในช่วงพักรับประทานอาหารกลางวัน
  • ภาพนิ่ง (Still Photography)  เกี่ยวกับการทำงานกลุ่ม  ภาพชั้นเรียน  ภาพใบหน้า  ภาพนักเรียนบางคนในเหตุการณ์บางอย่าง  ภาพเกี่ยวกับการเรียนการสอน
  • การวิเคราะห์เวลาในการทำงาน (Time-on-task Analysis)  เป็นการวิเคราะห์เวลาที่ใช้ในการทำงานของนักเรียนหรือครูเกี่ยวกับการสอนบทเรียนใดบทเรียนหนึ่ง  หรือการทำงานตลอดวัน  ตลอดสัปดาห์  เป็นต้น
  • กรณีศึกษา (Case Study)  เป็นการศึกษารายกรณี เช่น  ศึกษานักเรียนคนใดคนหนึ่ง  หรือนักเรียนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

            จากสิ่งต่าง ๆ ที่กล่าวมาข้างต้นจะเห็นได้ว่า การวิจัยในชั้นเรียนนั้นจะเกี่ยวข้องกับครู  เกี่ยวข้องกับนักเรียน  เกี่ยวข้องกับการเรียนการสอนและสิ่งที่ครูได้ทำได้ปฏิบัติอยู่แล้ว  เพียงแต่ว่าครูต้องให้ความสนใจ มีความตั้งใจที่จะปฏิรูปการเรียนการสอนให้ดีขึ้น  และมีการทำงานอย่างเป็นระบบโดยใช้กระบวนการวิจัยในชั้นเรียนเข้ามาช่วย  ถ้าครูได้ศึกษาและฝึกหัดทำวิจัยด้วยตนเองโดยเริ่มจากสิ่งที่ง่าย ๆ ก่อนจึงค่อยทำในสิ่งที่ซับซ้อนมากขึ้น  จะช่วยให้ครูสามารถเป็นครูนักวิจัยได้  ซึ่งถือได้ว่าเป็นวิธีพัฒนาอาชีพครูให้มีประสิทธิภาพตามที่เรียกว่าอาชีพครูเป็นวิชาชีพชั้นสูงได้

เอกสารอ้างอิง
สุวิมล  ว่องวานิช. (2544). การวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน : Classroom Action Research.  กรุงเทพมหานคร: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
อุทุมพร  จามรมาน. (ม.ป.ป.). การวิจัยของครู (Action Research).  (ม.ป.ท.)
Madison Metropolitan School District. (2002).  Classroom Action Research. (ออนไลน์).  แหล่งที่มา  :  http://www.madison.k12.us/sod/car/carhomepage.html