Idioms and Expressions in English

By Asst. Prof. Dr. Pornpimon Phongsuwan

ผศ. ดร. พรพิมล พงศ์สุวรรณ


HOME A B C D E F G H I J K L M N O P Q R S T U V W Y



การปฏิบัติตามกฎจราจรเป็นการรับผิดชอบต่อสังคม

โดย  ผศ.ดร.พรพิมล  พงศ์สุวรรณ    
กุมภาพันธ์  2547

                                                               
ในช่วงเทศกาลปีใหม่และสงกรานต์ทุกปี  จะมีคนเสียชีวิตจากอุบัติเหตุเป็นจำนวนมากอย่างน่าตกใจ  และเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในช่วงปีใหม่ที่ผ่านมามีคนเสียชีวิตจำนวน  857  คนและบาดเจ็บอีก 42,179  คน (ข้อมูลจากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐวันอังคารที่ 6 มค. 2547)  สาเหตุของการบาดเจ็บและเสียชีวิตส่วนมากเกิดจากรถมอเตอร์ไซด์และการขับรถขณะมึนเมา  ทั้งๆ ที่รัฐบาลมีการรณรงค์เรื่องความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนนและจัดให้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจคอยดูแลเอาใจใส่ให้ให้ผู้ขับขี่ยวดยานทั้งหลายให้ปฏิบัติตามกฎจราจรและระมัดระวังในเรื่องของควาปลอดภัยและให้ความช่วยเหลือประชาชนเมื่อมีอุบัติเหตุเกิดขึ้น    และยังจะรณรงค์ให้มีการกวดขันและเข้มงวดตลอดทั้งปีต่อไปไม่เพียงแต่ในช่วงปีใหม่และสงกรานต์เท่านั้น  ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีที่ผู้เขียนขอชมเชยและให้กำลังใจในความตั้งใจและปรารถนาดีของรัฐบาลและผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย
สิ่งที่เจ้าหน้าที่พยายามทำเพื่อลดอุบัติเหตุเช่น  ตรวจจับความเร็ว  วัดระดับแอลกอร์ฮอลล์ในเลือด  ประชาสัมพันธ์การเมาไม่ขับ  ตรวจใบขับขี่  การใช้เข็มขัดนิรภัยและการใส่หมวกกันน็อคและการปฏิบัติตามสัญญาญจราจรเป็นต้น  ผู้เขียนคิดว่าเป็นการแก้ที่ปลายเหตุ  เพราะจะช่วยลดอุบัติเหตุได้บ้างในขณะที่มีการเข้มงวดกวดขัน  แต่เมื่อหยุดทำก็จะเป็นเหมือนเดิมและนับวันจะเพิ่มมากขึ้นเพราะรถในท้องถนนมีมากขึ้นโดยเฉพาะมอเตอร์ไซด์   ไม่สามารถแก้ปัญหาในลักษณะที่ถาวรได้ถ้าคนใช้รถใช้ถนนขาดความรับผิดชอบต่อสังคม  ไม่เคารพกฎจราจร  ขับตามใจชอบ  ปาดหน้าปาดหลัง  แซงซ้าย  สวนศร  ขับเร็วเรียกได้ว่าซิ่ง  ขาดสามัญสำนึก  หรือไม่มีความรู้ในการขับขี่  สักแต่ว่ามีเงินซื้อรถได้ก็ขับได้โดยไม่มีความรู้เกี่ยวกับกฏจราจรเลยแม้แต่น้อย  คนไทยเราทำผิดกฎจราจรอย่างหน้าตาเฉยและไม่รู้ว่าผิด   หรือเมื่อรู้ว่าผิดก็สายไปเสียแล้ว 
ผู้เขียนขับรถได้และมีใบขับขี่แต่ไม่ค่อยชอบขับรถ  รู้สึกเป็นห่วงสังคมบ้านเราในเรื่องนี้มากจึงเขียนบทความนี้เพื่อแสดงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะที่อาจเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านได้บ้าง  ผู้เขียนเห็นว่าคนขับรถหลายๆ คนไม่ว่าจะเป็นรถเก๋ง รถบรรทุก  รถโดยสาร รถมอเตอร์ไซด์  เรียกได้ว่าทุกประเภท นอกจากไม่มีความรู้แล้วยังขาดจิตสำนึกของความรับผิดชอบต่อสังคม  ไม่มีสามัญสำนึกว่าสิ่งที่ตัวเองทำได้ สร้างความเดือดร้อนให้คนอื่น ให้สังคม  ทั้งชีวิตและทรัพย์สินอย่างมหาศาล   ตัวอย่าง เช่น  ครั้งหนึ่งได้ไปร่วมงานเทศกาลที่มีคนจำนวนมาก  ได้จอดรถไว้แล้วมีคนอื่นมาจอดทีหลัง  โดยจอดรถซ้อนคันทั้งด้านหน้า  ด้านหลัง  และด้านในถนนมีรถมาจอดขนานไม่ได้ปลดเกียร์ว่างไว้  ทำให้ไม่สามารถเลื่อนรถเหล่านั้นได้  รถลูกบล็อกไว้สี่ด้าน  จะให้ประชาสัมพันธ์ประกาศให้ก็ไม่ได้เพราะอยู่ไกลและคนเป็นจำนวนหมื่นๆ กำลังเดินขวักไขว่ถ่ายรูปกัน  ทำให้เสียเวลารอเกือบสองชั่วโมงจึงขับไปได้เมื่อเจ้าของรถคันหนึ่งมาและขับออกไปโดยไม่เห็นความเดือดร้อนของคนอื่น   ไม่มีคำขอโทษใด ๆ  ทั้ง ๆ ที่บอกเขาว่าการจอดรถในลักษณะนี้ให้ใส่เกียร์ว่างด้วย  นอกจากนี้ที่พบบ่อยๆ คือรถมอเตอร์ไซด์ที่ขับสวนศร   ขับพุ่งดิ่งออกจากซอยโดยไม่ชะลอรถหรือหยุดดูว่ามีรถจากทางตรงวิ่งมาหรือเปล่า  ไม่ดูความปลอดภัยก่อน  รถยนต์หลายคันไม่รอให้รถในวงเวียนไปก่อนแถมบีบแตรใส่รถเราที่อยู่วงในอีก  คงคิดว่าตัวเองขับทางตรงกระมัง  บางทีก็ขับรถปาดหน้า  แซงซ้ายและอื่น ๆ สารพัดอย่างที่จะทำ  ขอแต่ให้มีช่องว่างให้ฉันไปได้ก่อนเพื่อนก็พอ  บางคนก็ขับรถด้วยความเร็วสูง  ด้วยความคึกคะนอง  เป็นการขับรถที่เห็นแก่ตัวมาก  ไม่มีมารยาทที่ดีในการขับขี่ 
สาเหตุที่การขับขี่รถในเมืองไทยเกิดอุบัติเหตุบ่อยๆ อย่างน่าอนาถใจ  พอสรุปได้ดังนี้

  1. คนขับขาดความรู้เรื่องกฎจราจรและมารยาทในการใช้รถใช้ถนน  ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่  โดยเฉพาะชาวบ้าน  หรือเด็กวัยรุ่น
  2. ความรู้และแหล่งความรู้เรื่องกฏจราจรไม่แพร่หลายพอที่จะให้ทุกคนมีโอกาสได้ศึกษา
  3. มีความรู้แต่ขาดจิตสำนึกความรับผิดชอบต่อสังคม
  4. ได้ใบขับขี่ง่ายเกินไป  บางคนซื้อใบขับขี่  ไม่มีการทดสอบความรู้
  5. ถนนไม่ดีเป็นหลุมเป็นบ่อ  ขาดการซ่อมแซม
  6. สัญญาณจราจรไม่ชัดเจนหรือชำรุด
  7. การใช้กฎหมายบังคับหรือลงโทษยังอ่อน  ไม่ค่อยได้ผล เช่นถูกปรับเพียงเล็กน้อยแล้วก็ทำอีก
  8. เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่เพียงพอ  ไม่สามารถดูแลได้อย่างทั่วถึง  ทำให้เกิดการทำผิดซ้ำซาก  ขับรถตามใจชอบเพราะเจ้าหน้าที่ไม่เห็น
  9. ขับรถด้วยความคึกคะนอง  ขับโดยใช้ความเร็วสูง โดยเฉพาะเด็กวัยรุ่นที่ชอบใช้ถนนหลวงขับมอเตอร์ไซด์แข่งกัน ดัดแปลงท่อไอเสียให้แผดเสียงดังให้แสบแก้วหูชาวบ้าน
  10. การไม่สรวมหมวกกันน็อคและไม่ใช้เข็มขัดนิรภัย  เมื่อเกิดอุบัติเหตุทำให้รุนแรงมากกว่าการใส่หมวกกันน็อคและการคาดเข็มขัดนิรภัยดังกล่าว
  11. ขับรถขณะเมาสุราหรือง่วงนอน
  12. ใช้โทรศัพท์มือถือขณะที่ขับรถ

ส่วนการแก้ไขนั้นก็คงแก้ไปตามสาเหตุ  และต้องทำอย่างจริงจังสม่ำเสมอร่วมมือกันทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง  หลาย ๆ ข้อที่กล่าวมาคิดว่าผู้ที่เกี่ยวข้องได้พยายามแก้ไขอยู่แล้ว  ถ้าเอาจริงก็คงแก้ไขให้ดีขึ้นได้   ผู้เขียนขอแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมบางประการดังนี้

  1. การให้ความรู้แก่ประชาชนนอกจากบรรจุไว้ในหลักสูตรแล้วยังไม่พอ  ควรมีการพิมพ์กฎจราจรเผยแพร่มากขึ้นกว่าเดิมและแจกไปตามที่สาธารณะต่าง ๆ มีกล่องใส่ไว้ให้คนหยิบได้ง่ายและแจกฟรี เช่นตามที่ทำการไปรษณีย์  โรงเรียน  ตลาดสด  ห้างสรรพสินค้า  ธนาคาร  ที่ว่าการอำเภอ  ศาลากลางจังหวัด  ตลอดจนที่ทำการกำนันผู้ใหญ่บ้าน เป็นต้น 
  2. การปลูกฝังจิตสำนึกการรับผิดชอบต่อสังคม  เป็นสิ่งที่ต้องทำอย่างมาก  ปลูกฝังตั้งแต่เด็กเล็กๆ  เช่นการสอนในโรงเรียนเรื่องกฎจราจรและมารยาทในการขับรถ  การขับรถอย่างปลอดภัย  ผลดีของการขับรถอย่างปลอดภัยและผลเสียของการไม่เชื่อฟังกฎ  อาจบรรจุความรู้ในหนังสือการ์ตูนสำหรับเด็กบ้าง  ในนิทานบ้าง  ในละครหลังข่าวบ้าง  เด็กจะได้ซึมซับความรู้ที่เป็นสิ่งที่ดีจนกระทั่งโตเป็นผู้ใหญ่
  3. การที่ผู้ใหญ่ขับรถให้เป็นตัวอย่างที่ดีแก่เด็ก  เพราะเด็กมักจะสังเกตและเอาเป็นตัวอย่างจากที่เขาได้รับประสบการณ์โดยตรงเสมอ    
  4. ในการสอบใบขับขี่ก่อนสอบควรแจกหนังสือให้กลับไปอ่านที่บ้านก่อนค่อยนัดสอบทีหลัง เช่นประมาณหนึ่งสัปดาห์ก่อนสอบ  ผู้สอบจะได้อ่านและศึกษาอย่างจริงจัง
  5. การใช้กฎหมายบังคับและลงโทษผู้ทำผิดค่อนข้างหนักเพื่อจะได้ไม่กล้าทำผิดกฎจราจรอีก  เช่นค่าปรับสูง ๆ  ลงโทษจำคุก 
  6. การให้ทำงานตามสาธารณะแทนการลงโทษก็ได้เช่น  ล้างห้องน้ำ  กวาดใบไม้ลานวัด  กวาดถนน  ลอกวัชพืชในคลอง  คอยช่วยคนข้ามถนน เป็นต้น 
  7. ถ้าใครทำผิดบ่อย ๆ ก็อาจส่งเข้าอบรมเป็นกรณีพิเศษ  อบรมเป็นกลุ่มมีกิจกรรมให้ความรู้เกี่ยวกับมารยาทในการใช้รถใช้ถนน

ข้อเสนอแนะที่กล่าวมาเป็นการแก้ปัญหาที่มีทั้งไม้อ่อนและไม้แข็งตามความเหมาะสม  แต่การใช้หลาย ๆ วิธีน่าจะได้ผลดีมากกว่าวิธีเดียว
ผู้เขียนเคยไปเรียนที่ประเทศอังกฤษ 2  ปี ไปเรียนที่อเมริกาเกือบ 5 ปี  เคยไปดูงานประเทศสิงคโปร์  เคยสอบใบขับขี่ได้ใบอนุญาตขับรถของอเมริกา  ได้เห็นสิ่งที่เห็นว่าเป็นประโยชน์และทำให้เกิดความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนนมากขึ้น  เป็นเกร็ดความรู้ที่อาจนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ได้ ดังนี้

  1. การจอดรถ  ควรจอดห่างจากฟุตบาต  1  ฟุต  ไม่ใช่จอดห่างเป็นวา หรือจอดตามใจชอบ  ถ้าจอดกีดขวางการจราจร  จอดในที่ห้ามจอดหรือจอดบล็อคคันอื่น ทำให้ถอยลำบากจะโดนใบสั่งซึ่งเขาเรียกว่า Ticket ติดไว้หน้ารถให้ไปจ่ายค่าปรับ  ถ้าไม่ไปก็ยิ่งเพิ่มค่าปรับเป็นสองเท่า  และหนีไม่ได้เพราะเขาสามารถใช้คอมพิวเตอร์หาข้อมูลเกี่ยวกับการจดทะเบียนรถของเราได้  หนีไม่รอดแน่ ๆ
  2. การขับรถตาม Speed Limit อย่างเคร่งครัด   การขับในเมืองและถนนนอกเมือง ถนนไฮเวย์จะใช้ความเร็วต่างกัน  ต้องขับตามความเร็วที่กำหนด  ไม่เร็วกว่ายกเว้นแซง  ถ้าขับช้าเกินไปตำรวจจะตามและเข้ามาถามว่าทำไมขับรถช้า  รถขัดข้องหรือเปล่าจะได้ช่วยเหลือ  ถ้าขับช้า ๆ ก็อาจจะโดนปรับเพราะถือว่า ขับรถไม่ระมัดระวัง  ประมาทเขาเรียกว่า Reckless Driving
  3. การขับรถตาม Speed Limit ช่วยให้ปลอดภัยมากกว่าเพราะความเร็วใกล้เคียงกัน  ถ้ารถใช้ความเร็วต่างกัน  มีรถหลายประเภทเหมือนบ้านเรา เช่น  บางคนขับช้า  บางคนขับเร็วมาก  มีทั้งจักรยาน  สามล้อใช้ถนนร่วมกัน ทำให้ขับลำบาก  อุบัติเหตุเกิดขึ้นได้ง่ายกว่า ที่ต่างประเทศเขาจะสร้างทางสำหรับรถจักรยานโดยเฉพาะ
  4. การเชื่อฟังป้ายสัญญาณจราจรอย่างเคร่งคัด  อังกฤษ  อเมริกา  สิงคโปร์ตามที่มีประสบการณ์จะเห็นว่า  ประชาชนมีระเบียบวินัยและรับผิดชอบในการปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างมาก  เช่น เห็นป้ายหยุด (Stop) ต้องเหยียบเบรคจอดสนิทดูซ้ายขวาคิดว่าปลอดภัยแล้วจึงขับต่อ  โดยไม่มีเจ้าหน้าที่มาคอยดูแลจึงหยุด หรือไม่หยุดเลยเหมือนบ้านเรา
  5.   ในต่างประเทศคนขับรถต้องระวังคนเดินถนน  คนจะข้ามถนน  ถ้าเห็นทำท่ายึกยักจะข้ามถนน  รถต้องเตรียมจอดทันที  ถ้าไม่จอดให้คนข้ามจะโดนปรับหนัก  บ้านเขารถกลัวคนแต่บ้านเราคนต้องระวังรถเอง  แม้จะเป็นทางม้าลายก็ไม่ยอมจอดให้คนข้าม ถือว่าฉันรถใหญ่ ฉันเร็วฉันต้องไปก่อน
  6. บ้านเขาถ้าไม่ข้ามตามทางม้าลายหรือทางที่ให้คนข้ามซึ่งเรียกว่า  Jay Walking จะโดนปรับทันที
  7. การรักษาระยะห่างจากรถคันอื่น  ทั้งรถที่วิ่งข้างหน้าและข้างหลังเรา  การขับรถตามหลังคันอื่นใกล้เกินไปเช่นคนที่ชอบจี้ตามหลังรถคันอื่น จะทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่าย ยิ่งขับรถเร็วเท่าไหร่ระยะห่างระหว่างสองคันก็ยิ่งมากขึ้น  วิธีกะระยะวิธีหนึ่งที่เขาใช้คือ  ขับรถห่างจากคันหน้า  20  ฟุตต่อความเร็ว 10 ไมล์ต่อชั่วโมง  เช่น ถ้าขับด้วยความเร็ว  40 ไมล์ระยะห่างจะเป็น  80  ฟุต
  8. รถมอเตอร์ไซด์ต้องเปิดไฟหน้ารถตลอดเวลาทั้งกลางวันและกลางคืนขณะขับและทุกคนที่นั่งรถคันเดียวกันต้องสรวมหมวกกันน็อค
  9. ห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 5  ปีซ้อนท้ายรถมอเตอร์ไซด์
  10. เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีถ้าจะขอใบอนุญาตขับขี่รถมอเตอร์ไซด์จะต้องเรียนการขับขี่รถให้ปลอดภัยก่อน ซึ่งเรียกว่า  “Motorcycle Traffic Safety Education Course” ซึ่งได้รับการรับรองจาก แผนกทะเบียนใบอนุญาตขับขี่รถ (Department of Licensing)  แผนกนี้จะทำหน้าที่เก็บทะเบียนพฤติกรรมการขับขี่รถของคนขับทุกคนในรัฐ
  11. เมื่อเห็นรถโรงเรียนเปิดไฟกระพริบสีเหลืองที่อยู่ข้างบนหน้ารถและท้ายรถ  แสดงว่ารถกำลังจะจอดเราจะต้องระวังและขับรถช้าลง    ถ้ารถโรงเรียนกระพริบไฟสีแดงเราต้องหยุดรถถ้าวิ่งในถนนที่มีสองเลนส์  หรือวิ่งในเลนส์คู่ไปในทิศทางเดียวกัน
  12. การให้ทางรถคันอื่นเป็นกฎและเป็นมารยาทที่ต้องทำ  การให้ทางคือการชะลอรถให้ช้าลงหรือจอดให้รถคันอื่นไปก่อน  และต้องให้รถทางขวามือไปก่อนถ้ารถเราและรถคันอื่นกำลังเข้าใกล้ทางแยกพร้อมกัน
  13. ถ้าจอดรถกีดขวางสายฉีดน้ำมีไว้สำหรับดับเพลิงก็โดนใบสั่งปรับเช่นเดียวกัน
  14. ในตอนเช้าหรือบ่ายที่แดดส่องตา  รถคันที่หันหลังให้แสงอาทิตย์ต้องเปิดไฟหน้ารถเพื่อทำให้รถที่หันหน้าสู้แสงอาทิตย์มองเห็นเรา
  15. ขับขี่รถมอเตอร์ไซต์ต้องเปิดไฟตลอดเวลาทั้งกลางวันและกลางคืน

เกร็ดความรู้เกี่ยวกับการจราจรในต่างประเทศยังมีอีกมาก  แต่คิดว่าที่เขียนมาก็มากพอสมควรคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ต่อการขับรถในบ้านเราเช่นเดียวกัน
เพื่อลดอุบัติเหตุร้ายแรงผู้ขับรถควรมีความรู้เกี่ยวกับการขับขี่รถอย่างปลอดภัย และปฎิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งคัด  จึงจะเรียกได้ว่า “การขับรถตามกฎจราจรเป็นการรับผิดชอบต่อสังคม”

State of Washington: Department of Licensing. (1991).  Washington Driver’s Guide. Olympia, WA: Department of Licensing.